จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554

สูตรขนมหวานไทย : สังขยาใบเตย

สูตรขนมหวานไทย : สังขยาใบเตย
ขนมหวานไทย : สังขยาใบเตย + ขนมปัง
 
* ใบเตยซอยละเอียด 150 กรัม
* ไข่ 1 ฟอง
* นมข้นจึด 2 ถ้วยตวง
* น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง
* น้ำตาล 200 กรัม
* แป้งข้าวโพด 3 ช้อนโต๊ะ
* ขนมปังหรือปาท่องโก๋
   (สำหรับทานกับสังขยา)

สูตรขนมหวานไทย : ข้าวเหนียวมะม่วง

สูตรขนมหวานไทย : ข้าวเหนียวมะม่วง
ขนมหวานไทย : ข้าวเหนียวมะม่วง

* มะม่วงสุก 3 ลูก
* ข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม
* หัวกะทิ 450 กรัม
* เกลือป่น 3/4 ช้อนชา
* น้ำตาลทราย 550 กรัม
* ใบเตย 3-5 ใบ
* ถั่วทอง 5 ช้อนโต๊ะ
* หัวกะทิ 2 ถ้วยตวง (สำหรับทำน้ำราด)
* เกลือป่น 1/4 ช้อนชา (สำหรับทำน้ำราด)

ขนมหวานไทย : มะม่วงสุก
ขนมหวานไทย : ข้าวเหนียวมะม่วง
 

      วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน
1. นำข้าวเหนียวไปล้างและแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นนำไปสะเด็ดน้ำ
2. นำผ้าขาวบางรองไว้ในซึ้งหรือหม้อนึ่ง แล้วจึงนำข้างเหนียววางลงบนผ้าขาวบาง จากนั้นนำไปนึ่งจนข้าวเหนียวสุก
3. ในหม้อขนาดเล็ก ใส่น้ำตาล, เกลือป่น (3/4 ช้อนชา) และหัวกะทิ และนำไปตั้งบนไฟอ่อนๆ คนจนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี จากนั้นจึงใส่ใบเตยลงไป ทิ้งไว้สักพักจึงปิดไฟ
4. ในชามขนาดกลาง ใส่ข้าวเหนียวที่นึ่งไว้จนสุกดีแล้วลงไป จากนั้นจึงใส่น้ำกะทิที่เคี่ยวไว้ในขั้นตอนที่สามตามลงไป คนจนส่วนผสมเข้ากันทั่ว และทิ้งไว้อย่างน้อย 15 นาที
5. ในระหว่างที่รอ เตรียมทำน้ำกะทิราดหน้าโดย ผสมหัวกะทิ (2 ถ้วยตวง) และเกลือป่น (1/4 ช้อนชา) ลงในหม้อขนาดเล็ก และนำไปตั้งบนไฟอ่อนๆ คนจนเกลือละลายทั่ว จึงปิดไฟ
6. ปอกมะม่วงและจัดใส่จาน เวลาเสริฟ ตักข้าวเหนียวใส่จานจากนั้นโรยหน้าด้วยน้ำราดกะทิและถั่วทอง ควรเสริฟทันทีหลังจากปอกมะม่วงเสร็จใหม่ๆ

สูตรขนมหวานไทย : วุ้นกะทิี

สูตรขนมหวานไทย : วุ้นกะทิี
     เครื่องปรุง + ส่วนผสม
+ ส่วนผสมตัววุ้น +
* วุ้นผง 2 ช้อนโต๊ะ
* น้ำเปล่า 5 1/2 ถ้วยตวง
* น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วยตวง
* น้ำใบเตย,น้ำกาแฟ หรือสีผสมอาหาร (จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้)


+ ส่วนผสมหน้าวุ้น +
* วุ้นผง 2 ช้อนโต๊ะ
* น้ำมะพร้าว 2 1/2 ถ้วยตวง
* น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วยตวง
* หัวกะทิ 2 1/2 ถ้วยตวง
* แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ
* เกลือ 1 1/2 ช้อนชา
* แม่พิมพ์สำหรับใส่วุ้น (ถ้วยหรือชามเล็กๆ ก็สามารถใช้แทนกันได้)
ขนมหวานไทย : วุ้นกะทิกาแฟ
ขนมหวานไทย : วุ้นกะทิใบเตย
 

      วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน
1. ทำตัววุ้นโดย ใส่ผงวุ้นและน้ำเปล่า ลงในกระทะทองเหลืองแล้วนำไปต้มจนผงวุ้นละลาย (หมายเหตุ : สามารถใส่น้ำใบเตยเพื่อทำวุ้นกะทิใบเตยหรือ น้ำกาแฟเพื่อทำวุ้นกะทิกาแฟ หรืออาจใส่ สีผสมอาหารเพื่อให้ได้สีที่ต้องการสำหรับตัววุ้น)
2. ใส่น้ำตาลทรายลงไป คนให้ละลายดีจึงหรี่ไฟเบาลง
3. ตักส่วนผสมตัววุ้นลงไปในแบบพิมพ์ที่เตรียมไว้ โดยหยอดให้ได้ประมาณ 3/4 ของแบบ และปล่อยไว้ให้วุ้นจับตัวพอตึง
4. ระหว่างรอตัววุ้นแข็ง เตรียมทำหน้าวุ้นโดย ใส่ผงวุ้นและน้ำมะพร้าว ลงในกระทะทองเหลืองแล้วนำไปต้มจนผงวุ้นละลาย
5. จากนั้นจึงใส่แป้งข้าวโพด, หัวกะทิ (ประมาณ 1/2 ถ้วยตวง) และ เกลือลงไปในส่วนผสมหน้าวุ้น คนอย่างต่อเนื่องจน ส่วนผสมละลายเข้ากัน
6. ใส่หัวกะทิที่เหลือลงไป คนจนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี จากนั้นจึงนำส่วนผสมของหน้าวุ้นไปหยอดใส่พิมพ์ให้เต็มอย่างปราณีต (พิมพ์ต้องใส่ตัววุ้นก่อน และต้องรอจน ตัววุ้นแข็งพอตึงๆก่อน มิเช่นนั้นตัววุ้นและหน้าวุ้นจะผสมกัน)
7. เมื่อหน้าวุ้นและตัววุ้นแข็งดีแล้วก็ให้เคาะออกจากแบบ จัดใส่จานและเสริฟได้ทันที

สูตรขนมหวานไทย : กล้วยบวดชี

สูตรขนมหวานไทย : กล้วยบวดชี
ขนมหวานไทย : กล้วยน้ำว้า
ขนมหวานไทย : กล้วยบวดชี
 

      วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน
1. นำกล้วยไปนึ่งในน้ำเดือดประมาณ 3-5 นาที หรือนึ่งจนกระทั่งผิวกล้วยเริ่มแตกออก จึงปิดไฟและนำออกมาปอกเปลือกและหั่นครึ่งลูก จากนั้นจึงหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
2. นำหางกะทิไปต้มในหม้อและใส่ใบเตยลงไปด้วย เมื่อเดือดแล้วจึงใส่กล้วยที่หั่นไว้แล้วลงไป ตามด้วยน้ำตาลปี๊บ, น้ำตาลทรายขาวและเกลือนิดหน่อย
3. เมื่อกะทิเริ่มเดือดอีกครั้งจึงใส่หัวกะทิลงไป และปล่อยทิ้งไว้ให้เดือดอีกประมาณ 3 นาที ถ้าต้องการให้น้ำข้นเหนียวก็ให้ใส่แป้งมันลงไปประมาณ 1 ช้อนชาและคนให้ละลายทั่ว
4. อย่าต้มนานจนเกินไปเพราะจะทำให้กล้วยเละ กล้วยควรจะยังแข็งนิดหน่อย จากนั้นตักใส่จานและเสริฟทันที
(สำหรับ 2 ท่าน)

ประวัติกีฬาแฮนด์บอล

ประวัติกีฬาสนุกเกอร์

ประวัติกีฬาว่ายน้ำ

ประวัติกีฬาวอลเลย์บอล

ประวัติกีฬายิงปืน

ประวัติกีฬายิงธนู

ประวัติกีฬายกน้ำหนัก

ประวัติกีฬามวยปล้ำ

ประวัติกีฬามวยไทย

ประวัติกีฬาฟุตบอล

ประวัติกีฬาฟุตซอล

ประวัติกีฬาเปตอง

ประวัติกีฬาโบว์ลิ่ง

ประวัติกีฬาแบดมินตัน

ประวัติกีฬาบาสเก็ตบอล

ประวัติกีฬาเทเบิลเทนนิส

ประวัติกีฬาเทควันโด

ประวัติกีฬาเซปักตะกร้อ

ประวัติกีฬาดาร์ท

ประวัติกีฬาซอฟท์บอล

ประวัติกีฬาซอฟท์เทนนิส

ประวัติกีฬาแชร์บอล

ประวัติกีฬาคาราเต้

ประวัติกีฬากาบัดดี้

ประวัติกีฬากอล์ฟ

ประวัติกีฬากอล์ฟ
 
       กอล์ฟเป็นกีฬาที่เล่นในยามว่าง และแข่งขันกันทั้งระดับสมัครเล่นและระดับอาชีพ เป็นกีฬาอีกชนิดหนึ่งที่อยู่ในความนิยมระดับโลก ผู้เล่นจะมีไม้หลายอันเป็นชุด แต่จะต้องไม่เกิน 14 อัน ใช้ตีลูกเล็กๆ จบกันเป็นหลุมต่อเนื่องกันไป อาจจะ 9 หรือ 18 หลุมตามแต่กำหนด โดยนับการตีจำนวนครั้งน้อยที่สุดจะดีที่สุด สนามต่างๆ ที่ใช้เล่นได้รับการออกแบบมาให้มีระยะทาง อุปสรรคต่างๆ ในแต่ละหลุมเช่น อุปสรรคน้ำ บังเกอร์ทราย ต้นไม้ ความลาดเทของสนาม และกรีน เป็นต้น
      

  เพื่อให้มีความยากง่ายและความท้าทายในการเล่น ประวัติศาสตร์มีหลายประเทศอ้างว่าเป็นประเทศต้นกำเนิดกีฬากอล์ฟ เช่น ประเทศเยอรมนี ในศตวรรษที่ 14 เจ้าของฝูงแกะซึ่งจ่ายภาษีให้กับขุนนางเจ้าของที่ดิน ได้รับสิทธิ์ใช้ผืนที่ดินเลี้ยงแกะโดยขุนนางให้ใช้ไม้ที่ปลายตาขอสำหรับเกี่ยวคอแกะ ตีก้อนหินลูกกลมๆ ตามจำนวนครั้งเป็นเท่ากับจำนวนแกะที่เลี้ยงไว้ ขนาดผืนดินใช้เลี้ยงแกะเท่ากับความกว้างยาวที่เจ้าของฝูงแกะตีได้ อีกทฤษฎีหนึ่งของจุดเริ่มต้นกีฬากอล์ฟ มาจากชาวประมงชาวสกอตที่กลับจากการหาปลา เวลาเดินผ่านทุ่งหญ้าก็เอากิ่งไม้เดินหวดลูกหินไปตามทาง และเมื่อหวดไปครั้งหนึ่งก็ลองหวดต่อไปเรื่อยๆ ดูว่าจะตีไปได้ไกลกว่าลูกแรกหรือไม่ เมื่อลูกหินหล่นลงไปในบ่อหรือแอ่งดินที่แกะใช้เป็นที่หลบภัยธรรมชาติ ชาวประมงก็ต้องใช้ความสามารถที่จะตีให้ลูกหินออกมาได้จนกว่าจะเดินถึงบ้าน บ่อนั้นก็ได้พัฒนามาเป็นบังเกอร์ทราย เมื่อลูกกอล์ฟตกลงไปในโพรงที่กระต่ายขุดไว้ก็เท่ากับเป็นการค้นคิดวิธีการเล่นกอล์ฟขึ้นมาในตัวเองว่าเกมส์จะจบลงเมื่อลูกลงหลุม
     
        เป็นที่ยอมรับกันว่ากีฬากอล์ฟหรือกีฬาที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ได้เกิดขึ้นเป็นเวลาหลายร้อยปี แต่ยังไม่มีหลักฐานอ้างอิงได้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้ริเริ่มขึ้นเมื่อใด ได้มีการค้นคว้าหาจุดเริ่มต้นย้อนอดีตไปจนถึงยุคจักรวรรดิ์โรมันซึ่งมีการเล่นเกมส์ที่เรียกว่า พากานิก้า (Paganica) บ้างก็อ้างว่ากีฬากอล์ฟพัฒนามาจากการเล่น ชูเดอมาล (Jeu de mail) ของชาวฝรั่งเศส หรือ โคลเวน (Kolven) ของชาวฮอลแลนด์ นอกจากนั้นก็ยังมีเกมส์อื่นๆ ซึ่งเล่นกันในหมู่ขุนนางอังกฤษ และจักรพรรดิ์โรมันเล่นในยามว่าง เป็นเกมส์ที่ยืนด้านข้าง ใช้ไม้ตีลูกที่มีเปลือกทำจากหนังวัวบางๆ เย็บติดกันและยัดไส้ด้วยขนห่าน และลูกที่ใช้ตีในบางเกมเป็นแกนไม้เนื้อแข็ง นำมาขัดเป็นก้อนกลมๆ และบางเกมในทวีปยุโรปสมัยก่อน เล่นกันเป็นทีมโดยฝ่ายหนึ่งตีลูกสามครั้งให้โดนเป้าตามระยะที่กำหนด ส่วนฝ่ายตรงข้ามต้องพยายามตีลูกหนึ่งครั้งกลับไปอยู่ในที่ที่เป็นอุปสรรค

       ระยะเวลาหกร้อยปีที่ผ่านมา เกมส์ต่างๆ ในทวีปยุโรปได้พัฒนาจนเข้าสู่ยุคของสกอตแลนด์ซึ่งได้อ้างอย่างหนักแน่นตามหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนว่าเป็นประเทศต้นกำเนิดกีฬากอล์ฟ ในกลางศตวรรษที่ 15 ในช่วงที่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเซนต์ แอนดรูวส์ กีฬากอล์ฟได้เล่นกันในสมัยพระเจ้าเจมส์ที่สองแห่งราชวงศ์สกอต จากการทำศึกต่อสู้กับองกฤษในสมัยนั้น ทางสกอตแลนด์มีบันทึกที่กล่าวไว้ว่า ทางรัฐสภาสกอตได้มีการให้ยกเลิกการเล่นกอล์ฟไปหลายปี เนื่องจากพลธนูและนายทหารไม่ไปซ้อมยิงธนู แต่ได้หันไปติดเล่นกอล์ฟ และ 40 ต่อมาได้มีการสงบศึกกับอังกฤษ พระเจ้าเจมส์ที่สี่ก็รีบยกเลิกกฎหมายห้ามการเล่นกอล์ฟตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ในศตวรรษที่ 16 กีฬากอล์ฟถือได้ว่าเป็นกีฬาที่เล่นอย่างแพร่หลายในฝั่งตะวันตกของประเทศสกอตแลนด์

       กลางศตวรรษที่ 18 กลุ่มนักกอล์ฟชายในสกอตแลนด์ได้ก่อตั้งสมาคมกอล์ฟขึ้น โดยกำหนดกฎข้อบังคับที่ใช้ในการเล่นกอล์ฟ ต่อมาก็ได้ก่อตั้งสโมสรเดอะรอแยล แอนด์ เอเชียนกอล์ฟคลับ ออฟเซนต์แอนดรูวส์ (The Royal and Ancient Golf of Saint Anderws ใช้ชื่อย่อว่า R&A) ซึ่งเป็นสมาคมกอล์ฟที่เก่าแก่ที่สุด เพื่อกำหนดและแก้ไขกฎข้อบังคับและมารยาทสำหรับกีฬากอล์ฟอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 20 สมาคมกอล์ฟแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Golf Association ใช้ชื่อย่อว่า USGA) ได้เข้ามาร่วมวินิจฉัยแก้ไขเพิ่มเติมกฎข้อบังคับและมารยาทสำหรับกีฬากอล์ฟให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น กีฬากอล์ฟได้เริ่มเล่นในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 และนิยมเล่นกันแพร่หลายไปทั่วโลกตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20

       อย่างไรก็ตาม ผู้ที่บุกเบิกกีฬากอล์ฟแพร่หลายคือชาวสกอตและพัฒนาการเล่นจากทุ่งหญ้าชายฝั่งทะเลไปที่ต่างๆ ทั่วโลกที่ชาวสกอตไปตั้งรกรากถิ่นฐานทำมาหากิน ด้วยความหลงใหลในกีฬากอล์ฟทำให้ชาวสกอตนำไปเผยแพร่และสอนให้ชาติอื่นๆ ได้เรียนรู้วิธีการเล่น รวมทั้งการวางกฎข้อบังคับที่ใช้ในการเล่นมาจนถึงทุกวันนี้

ประวัติกีฬากรีฑาสูงอายุ

ประวัติกีฬากรีฑา

วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

รำโทน







        รำโทน เป็นการละเล่นพื้นบ้านที่นิยมเล่นกันทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย เมื่อประมาณ 60ปีที่ผ่านมา รำโทนได้รับความนิยมสูงสุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องการเชิดชูรำโทนให้เป็นศิลปะประจำชาติจึงได้ส่งเสริมการละเล่นชนิดนี้เป็นศิลปวัฒนธรรมประจำชาติอย่างหนึ่ง


        ไม่มีผู้ได้บอกได้แน่ชัดว่ารำโทนเกิดขึ้นในสมัยใดและใครเป็นผู้ริเริ่ม มีผู้กล่าวว่าถิ่นเดิมที่พบว่ามีการเล่นรำโทนก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ แถวบ้านแพะในจังหวัดสระบุรีโดยชาวบ้านเป็นผู้เล่น


        หม่อมดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา กล่าวว่า รำโทนแพร่หลายในเมืองนครราชสีมาก่อนที่อื่น และยังมีผู้สันนิษฐานว่าน่าจะมีการเล่น รำโทน มาตั้งแต่สมัยอยุธยา หรือก่อนหน้านั้นอยู่ทุกหน ทุกแห่ง ดังมีกล่าวถึงในเอกสารของชาวยุโรปหลายเล่ม


        ผู้นิยมเล่นรำโทน คือ หนุ่มสาวชาวบ้าน กล่าวกันว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้คนต้องอพยพหนีภัยทางอากาศจากกรุงเทพฯ ไปยังชนบทตามที่ต่าง ๆ กัน ในภาวะสงครามนั้นยามค่ำคืนจะมืดไปทุกหนทุกแห่ง เนื่องจากทางรัฐบาลห้ามกระทำการต่าง ๆ หลายอย่าง เช่น ห้ามจุดไฟ ห้ามชุมนุม และอื่น ๆ ประชาชนจึงเกิดความเหงา และเครียด การสนทนาเพียงอย่างเดียวไม่สนุก จึงได้คิดเล่นรำโทนขึ้น การละเล่นชนิดนี้ชาวบ้านรู้จักและเล่นได้ทุกคน ขณะที่เล่นจะจุดตะเกียง ตั้งไว้ตรงกลาง ผู้เล่นจะยืนล้อมวง จุดประสงค์ของการเล่นคือ เพื่อความสนุกสนาน แลเพื่อพบปะเกี้ยวพาราสีระหว่างหนุ่มสาว โดยทั่วไปแล้วจะมีเนื้อร้องค่อนข้างสั้น เวลาร้องมักร้องซ้ำ สอง สาม หรือสี่เที่ยว จึงทำให้จำเนื้อร้องได้ง่าย และแพร่หลายอย่างกว้างขวางอย่างรวดเร็ว เพลงใดที่ผู้เล่นไม่ค่อยชอบก็มักจะไม่ถูกนำมาร้องหรือเล่นกัน ทำให้สูญหายไป คงเหลืออยู่แต่เพลงที่สนุกสนานไพเราะและมีท่ารำที่เป็นที่พอใจของผู้เล่นเท่านั้น


        เพลงรำโทนที่นำมาร้องนั้น ใช้วิธีจดสืบทอดกันมา ไม่นิยมดัดแปลงทั้งเนื้อร้องและท่ารำ คือจำมาอย่างไรก็ร้องอย่างนั้น บางครั้งการถ่ายทอดมาอาจได้มาเฉพาะเนื้อเพลง กรณีเช่นนี้ผู้เล่นจะคิดท่ารำประกอบเองตามความหมายของเนื้อเพลง การถ่ายทอดอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ทั้งเนื้อเพลงและท่ารำ จากการสำรวจพบว่า แม้เป็นเพลงเดียวกันหากคณะของผู้เล่นอยู่ต่างสถานที่หรือต่างท้องถิ่นกัน ท่ารำและเนื้อเพลงก็อาจผิดแผกกันไปได้ แต่บางเพลงยังคงเหมือนกัน ทุกประการ อย่างไรก็ตามเพลงทุกเพลงไม่จำเป็นต้องได้จากการสืบทอดเสมอไป ผู้เล่นสามารถแต่งเพลงเนื้อร้อง และท่ารำขึ้นเป็นปัจจุบันในขณะเล่นก็ได้



ตัวอย่างการแสดงรำโทน


ตัวอย่างรำโทน


ตัวอย่างรำโทน


ตัวอย่างการรำโทน



ตัวอย่างรำโทน





 

ตัวอย่างเพลงรำโทน







เนื้อเพลงรำโทน



 เพลงเชิญชวน

                พวกเราเอ๋ยมาฟ้อนรำ  อย่ามัวทำเอียงอาย  ขอเชิญท่านทั้งหญิงชายฟ้อนรำกันให้สนุกเอย

                สาวเอย ๆ     สาวเอ่ย ๆ   สาวไทย ๆ  ล้วนแต่วิไลงามตา

                สาวเอย ๆ    โสภา ๆ   ดูงามหนักหนาครามอง

                ปากแก้มคิ้วคาง ดังเทพธิดา  ยังเป็นรอง  ใจฉันอยากจะฝากปองแม่เนื้อทองนี่กระไร



 

 เพลงหล่อจริงนะดารา

                                                            หล่อจริงนะดารา                 งามตามจริงนะสาวเอย

    วันนี้ฉันมีความสุข                                      สนุกรื่นเริงหัวใจ

    ที่นี่เป็นแดนสวรรค์                                     เธอกับ

    ฉันมาเล่นคองก้า  (ซ้ำ)


เพลงยวนยวนยวน

                                                ยวน ยวน ยวน                      กระบิดกระบวนยั่วยวนใจชาย

ยักท่ามาแต่ระบำ                                  ฟ้อนรำหมุนเวียนเปลี่ยนไป

ยักคิ้ว  ยักเอว  ยักไหล่                         ตาชม้ายไม่วายแลมอง



 เพลงช่อมาลี

                                                  เจ้าช่อมาลีคนดีของพี่ก็มา                  สวยจริงหนาเวลาค่ำคืน (ซ้ำ)

โอ้จันทร์ไปไหนทำไมจึงไม่ส่องแสง        

                  เดือนมาแขวงแสงสว่าง                      เมฆน้อยลอยมาบัง                                              

 แสงสว่างก็จางหายไป





 เพลงเธอรำช่างน่าดู

                                                เธอรำช่างน่าดู                      ถ้าแม้รำคู่จะเป็นบุญตา

อย่ามาทำ ๆ พูดจา                                ประเดี๋ยวจะว่าให้ได้อาย

หวานคารมคำคมแง่งอน                  รู้ว่างอนจะมาวอนทำไม

รับรักฉันหน่อยได้ไหม                      อุ้ย!   ไม่ได้หวานใจเธอมี



 เพลงยวนยาเหล

                                                ยวนยาเหล ยวนยาเหล่                        หัวใจหว้าเหว่  ไม่รู้จะเห่ไปหาใคร

จะซื้อเปลยวน  ที่ด้ายหยอน หยอน  มาให้น้องนอนไกวเช้าไกวเย็น



 เพลงดอกฟ้าจะร่วง

                                                            ดอกฟ้าจะร่วง ๆ                   พวงพยอมโรยรา ๆ

        ดอกฟ้าจะโรยเมื่อลมโชยมา                 ถลาลงดินเหมือนรักเราสิ้นไม่มีเยื่อใย ๆ

                                                            ดอกฟ้าแต่ก่อน ๆ                 เคยส่งกลิ่นหอมสลักตรึงใจ ๆ

       ยังไม่ทันไรก็ร่วงโรยรา                           ยังไม่ทันไรก็ร่วงโรยรา


 


 เพลงตามองตา

                                                ตามองตา                               สายตาก็จ้องมองกัน

รู้สึกเสียวซ่านหัวใจ                            จะมารักฉันก็ไม่รัก

จะว่าหลงฉันก็ไม่หลง                        ฉันยังอดโค้งเธอไม่ได้

เธอช่างงามวิไล                                    ดอกไม้ที่เธอถือมา



 

 เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด

                                                            ใกล้เข้าไปอีกนิด                   ชิด ๆ เข้าไปอีกหน่อย

            สวรรค์น้อยน้อย                                   อยู่ในวงฟ้อนรำ

            รูปหล่อขอเชิญมาเล่น                        เนื้อเย็นขอเชิญมารำ

            มองมาในตาหวานฉ่ำ ๆ                      มะมารำกับพี่นี่เอย

              


 เพลงลา

                                                ออกปากว่าจะลา                  น้ำตาไหลร่วง

แสนรักแสนห่วง                                 โอ้แม่ดวงดารา

เมื่อถึงกำหนด                                      หมดเวลา

ลาแล้วเธอจ๋า                                         แต่ในอุรานั้นคร่ำครวญ


โขน

โขน


 
 
 
        โขน เป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงอย่างหนึ่งของไทย ปรับปรุงจากการเล่น 3 ประเภท คือ หนังใหญ่ ชักนาค ดึกดำบรรพ์ และกระบี่กระบอง เรื่องที่ใช้โขนคือ เรื่องรามเกียรติ์ เนื้อเรื่องส่วนใหญ่เป็นการทำสงคราม ระหว่าง    พระราม กษัตริย์ธรรมิกราชแห่งนครอโยธยา กับ ทศกัณฐ์พญายักษ์แห่งกรุงลงกา
 
        โขน เป็นศิลปะแห่งการเต้น ดังมีคำกล่าวว่าเต้นโขนรำละคร โขนเป็นการแสดงที่คงนำส่วนต่างๆ มา จากการแสดงหลายประเภท เช่น  ท่าต่อสู้จากการรำกระบี่กระบอง  บทพากย์และคำเจรจาจากการเล่นหนังใหญ่   บทร้องและบทรำจากละคร และอาจได้รับท่าเต้นจากกถักกฬิของอินเดีย มีหลักฐานในวรรณคดีที่แสดงว่ามีการเล่นโขนตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและนิยมแสดงโขนจวบจนปัจจุบัน เดิมการแสดงโขนคงเป็นการแสดงที่ไม่มีองค์ประกอบมากนัก อาจมีเพียงการแต่งกายของตัวละครต่าง ๆ กัน และท่าเต้นประกอบดนตรีเท่านั้น ต่อมาเมื่อมีความต้องการของผู้ชมในด้านต่าง ๆ มากขึ้น โขนจึงมีวิวัฒนาการมาเป็นประเภทต่าง ๆ เรื่องของการแสดงโขนนั้นมีที่มาจาก เรื่องรามายณะ ซึ่งเป็นเค้าโคลงที่นำมาแปลจากอินเดียและใช้ชื่อว่า “รามเกียรติ์” เนื่องจากโครงเรื่องยาวมาก    จึงได้มีการแบ่งเรื่องราวออกเป็นตอน ๆ เพื่อสะดวกที่จะนำมาแสดง
 
 
โขนแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้
 
 
1. โขนกลางแปลง คือ การแสดงโขนบนพื้นดิน ไม่มีการสร้างโรง ผู้แสดงเล่นกลางสนาม คล้ายเช่นชักนาค   ดึกดำบรรพ์ที่บันทึกไว้ในกฎมณเฑียรบาล การเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์เป็นการเล่นตำนานกวนเกษียรสมุทรของพราหมณ์ เล่นในพิธีอินทราภิเษก โขนกลางแปลงส่วนใหญ่เล่นเกี่ยวกับการยกทัพ และการรบระหว่างฝ่ายพระรามและฝ่ายทศกัณฐ์ ดนตรีที่ใช้ประกอบเป็นวงปี่พาทย์อย่างน้อย 2 วง บรรเลงเพลงหน้าพาทย์ บทที่เล่นส่วนมาก    มีแค่คำพากย์และบทเจรจา
 
 
 
  
2. โขนโรงนอกหรือโขนนั่งราว คือ การแสดงโชนที่แสดงบนโรงมีหลังคา มีราวพาดตามส่วนยาวของโรงสำหรับให้ตัวละครนั่งแทนเตียงซึ่งเพิ่งมีภายหลัง ตัวละครที่จะนั่งราวได้จะต้องเป็นตัวสูงศักดิ์ เช่น พระราม พระลักษณ์ สุครีพ ทศกัณฐ์ ตัวละครฝ่ายหญิง จะมีเตียงให้นั่งต่างหาก ดนตรีประกอบเหมือนโขนกลางแปลง และมีเพียงคำพากย์และบทเจรจาเช่นเดียวกัน
 
 
 
 
3. โขนหน้าจอ มีการปล่อยตัวโขนออกมาเล่นสลับกับการเชิดหนังใหญ่ เรียกกันว่า “หนังติดหัวโขน” ต่อมาเมื่อคนไม่นิยมดูหนังใหญ่จะดูโขนมากกว่าจังปล่อยโขนออกมาเล่นหน้าจอหนังตั้งแต่เย็นจนเลิกจอที่ขึงอยู่ยังคงขึงไว้เป็นพิธี
 
 
 
 
4. โขนโรงใน คือ โขนที่นำเอาศิลปะของละครในมาผสม มีการเต้น บทพากย์ บทเจรจา และเพลงหน้าพาทย์แบบโขนที่มีที่มาแต่เดิม แต่เพิ่มเพลงร้องและมีระบำรำฟ้อนแบบละครใน โขนโรงในเวลาแสดงจะมีเตียงให้ตัวละครนั่ง โดยวางอยู่ 2 ข้างหันหน้า
 
 
 
 
5. โขนฉาก เริ่มมีขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีผู้คิดสร้างฉากประกอบการแสดงโขบทเวทีขึ้น มีการเปลี่ยนฉากตามท้องเรื่อง บทที่แสดงมีการปรับปรุงให้กระชับรวดเร็วทันใจ คล้ายกับละครดึกดำบรรพ์ วิธีแสดงเหมือนโขนโรงในทุกอย่าง มีการขับร้อง มีกระบวนการรำ มีท่าเต้น มีเพลงหน้าพาทย์ตามแบบละครในและโขนโรงใน ด้วยเหตุนี้จึงมีชื่อเรียกศิลปะการแสดงโขนชนิดนี้ว่า “โขนฉาก”
 
 
 
 
คณะโขน ละคร ในสมัยโบราณ
 

เรื่อง ละครไทย

ใบความรู้

เรื่อง ละครไทย

......................................................
 


                ละคร หมายถึง  การแสดงประเภทหนึ่งซึ่งแสดงเรื่องราวความเป็นไปของชีวิตที่ปรากฏในวรรณกรรม  มีศิลปะการแสดงและดนตรีเป็นสื่อสำคัญ

                ละคร  ตามความหมายนี้หมายถึงละครรำ เพราะว่าเป็นการแสดงออกทางความคิดโดยมุ่งเน้นถึงลักษณะท่าทางอิริยาบถในขณะเคลื่อนไหวตัวในระหว่างการรำ 

          ละครไทยสามารถแบ่งออกได้เป็น  4  ประเภท ดังนี้

1. ละครรำ คือละครที่ใช้ศิลปะการร่ายรำในการดำเนินเรื่อง  แบ่งได้เป็น 2 ประเภท

                1.1  ละครรำแบบมาตรฐานดั้งเดิม มี 3 ชนิด คือ

                                -  ละครชาตรี

                                -  ละครนอก

                                -  ละครใน

                1.2  ละครที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ มี 3 ชนิด คือ

                                -  ละครดึกดำบรรพ์

                                -  ละครพันทาง

                                -  ละครเสภา

2. ละครร้อง  คือละครที่ใช้ศิลปะการร้องดำเนินเรื่อง เป็นละครแบบใหม่ที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก  แบ่งได้เป็น  2  ประเภท คือ

          2.1  ละครร้องล้วน ๆ

                2.2  ละครร้องสลับพูด

3. ละครพูด  คือละครที่ใช้ศิลปะการพูดในการดำเนินเรื่อง  เป็นละครแบบใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก  แบ่งได้เป็น 2  ประเภท คือ

                3.1  ละครพูดล้วน ๆ

                3.2  ละครพูดสลับรำ

4. ละครสังคีต  เป็นละครที่ใช้ศิลปะการพูดและการร้องดำเนินเรื่องเสมอกัน

 

                นอกจากนั้นยังมีการแสดงที่เกิดขึ้นใหม่ในสมัย รัชกาลที่ 5 อีก 2 อย่างคือ ลิเก และหุ่น ( หุ่นเล็ก , หุ่นกระบอก , หุ่นละครเล็ก)

 

                ละครชาตรี

          ละครชาตรี  เป็นรูปแบบละครรำที่เก่าแก่ของไทยที่ได้รับการฟื้นฟูจนถึงทุกวันนี้  เรื่องของละครชาตรีมีกำเนิดมาจากเรื่องมโนราห์

                การแสดงโนราเป็นที่นิยมอยู่ทางภาคใต้  ส่วนละครชาตรีมีความนิยมทางภาคกลาง  ซึ่งมักหาดูได้ในงานแก้บน

                แบบแผนการแสดงโนราชาตรีคล้ายคลึงกับละครของทางมลายูที่เรียกกันว่า มะโย่ง แต่ต่างกันที่ภาษาและทำนองดนตรี

          ละครโนราชาตรีอาจจะมีผู้นำมาแสดงในภาคกลางตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา  แต่ที่มีหลักฐานแน่ชัด คือในสมัยที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรียกทัพไปปราบก๊กเจ้านครครั้งหนึ่ง และต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์  อีก 2 ครั้ง  ในครั้งหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดให้ชาวภาคใต้ที่อพยพเข้ามาในกรุงเทพ  ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ตำบลสนามกระบือ   ได้จัดตั้งคณะละครแสดงกันแพร่หลาย

          ละครชาตรี  แต่เดิมผู้แสดงเป็นชายล้วนมีเพียง 3 คนเท่านั้น  ได้แก่  นายโรง  ซึ่งแสดงเป็นตัวพระ อีก2 คน คือ ตัวนาง และตัวจำอวด  ซึ่งแสดงตลก และเป็นตัวเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ เช่น ฤาษี  พราน  สัตว์   แต่เดิมนิยมแสดงเพียงไม่กี่เรื่อง  เช่น เรื่องมโนราห์  นายโรงจะแสดงเป็นตัวพระสุธน  ตัวนางเป็นมโนราห์  และตัวจำอวดเป็นพรานบุญ  และอีกเรื่องหนึ่งที่นิยมแสดงไม่แพ้กัน คือ เรื่องพระรถเสน  นายโรงเป็นตัวพระรถ  ตัวนางเป็น เมรี  และตัวจำอวดเป็น ม้าพระรถเสน

          ในสมัยหลังละครชาตรี เพิ่มผู้แสดงให้มากขึ้นและใช้ผู้หญิงร่วมแสดงด้วย

 

                ละครนอก

                ละครนอก  มีการดำเนินท้องเรื่องที่รวดเร็ว  กระชับ  สนุก   การแสดงมีชีวิตชีวา  ส่วนมากใช้ผู้ชายแสดง  และมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา  เข้าใจว่าละครนอกมีวิวัฒนาการมาจากละครชาตรี เพราะมุ่งที่จะให้คนดูเกิดความขบขัน  ผู้แสดงละครนอกแต่เดิมมีผู้แสดงอยู่เพียง 2-3 คน  เช่นเดียวกับละครชาตรี  ละครนอกไม่คำนึงถึงขนบธรรมเนียมประเพณีเกี่ยวกับยศศักดิ์และฐานะของตัวละครแต่อย่างใด  ตัวละครที่เป็นท้าวพระยามหากษัตริย์ก็สามารถโต้ตอบตลกกับเสนากำนัลหรือไพร่พลได้  ละครนอกที่นิยมเล่นได้แก่เรื่อง สังข์ทอง  ไกรทอง  สุวรรณหงส์  พระอภัยมณี  เป็นต้น

 

                ละครใน

                จากรูปแบบของละครนอกที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็นตัวละครในวัง  ผู้แสดงหญิงล้วน  แบบอย่างละครในนี้ได้สงวนไว้เฉพาะในวังหลวงเท่านั้น  เพราะว่าผู้ชายนั้นจะถูกห้ามให้เข้าไปในพระราชฐานชั้นใน  บริเวณตำหนักของพระมหากษัตริย์  ซึ่งจะประกอบไปด้วยดนตรีที่มีเสียงไพเราะอ่อนหวาน  ใช้บทร้อยกรองได้อย่างวิจิตรบรรจง  ทั้งดนตรีที่นำมาผสมผสานอย่างไพเราะ  รวมทั้งจะมีท่าทางสง่างาม  ไม่มีการสอดแทรกหยาบโลนหรือตลก  และอนุรักษ์วัฒนธรรมและคุณลักษณะที่เป็นประเพณีสืบทอดกันมา

                เรื่องที่ใช้แสดงละครในนั้นมีอยู่ 4 เรื่อง ได้แก่  รามเกียรติ์  อุณรุท  อิเหนา  และดาหลัง  เข้าใจกันว่าละครในสมัยเริ่มแรกเล่นกันแต่เรื่องรามเกียรติ์ และอุณรุทเท่านั้น  เพราะถือว่าเป็นเรื่องเกียวกับนารายณ์อวตาร  ใช้สำหรับเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์  ผู้อื่นจึงไม่สามารถนำไปเล่นได้  ต่อมาละครในไม่ค่อยได้เล่น 2 เรื่องนี้  เหลือแต่โขนและหนังใหญ่ที่เล่นเรื่องรามเกียรติ์  ส่วนเรื่องดาหลังไม่ค่อยนิยมแสดงนัก  เพราะชื่อตัวละครเรียกยาก  จำยาก  เนื้อเรื่องก็สับสนไม่สนุกสนานเท่าเรื่องอิเหนา  ต่อมาพวกละครนอกและลิเกจึงนำไปแสดงบ้าง  ดังนั้นในสมัยรัตนโกสินทร์  นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องอิเหนาขึ้นใหม่  ละครในจึงนิยมแสดงอยู่เพียงเรื่องเดียวนาน ๆ จึงจะมีผู้จัดแสดงเรื่องรามเกียรติ์และอุณรุทสักครั้งหนึ่ง

                บทละครในเป็นกลอนบทละครที่ผู้แต่งใช้ความประณีตบรรจงในการเลือกเฟ้นถ้อยคำมาร้อยกรองอย่างไพเราะและมีความหมายดี  เพื่ออวดฝีมือในการแต่งแต่งด้วย  ทั้งนี้เนื่องจากละครในเล่นกันอยู่ไม่กี่ตอน  คนดูมักรู้เรื่องดีอยู่แล้ว  ผู้แต่งจึงมุ่งพรรณนาเนื้อความในรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน  ดังจะเห็นได้จากบทชมธรรมชาติ  ชมพาหนะ  ชมเครื่องแต่งตัว  บทพรรณนาความรู้สึก  ซึ่งปรากฏอยู่ตลอดเรื่อง  บทละครในที่แต่งได้ดีเยี่ยมได้แก่เรื่องนามเกียรติ์และอิเหนา  ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

                การแสดงละครในมุ่งที่ความประณีตสวยงามเป็นหลัก  ทั้งศิลปะการรำที่มีลีลาท่าทางงดงาม  นุ่มนวล  เครื่องแต่งกายสวยประณีต  ดนตรีและเพลงที่ไพเราะ  ผู้ชมละครในไม่มุ่งความสนุกสนานตื่นเต้นเหมือนดูละครนอก  แต่จะมุ่งดูศิลปะการร่ายรำ  ลีลาท่าทางที่ประณีตงดงามและเพลงที่ไพเราะมากกว่าละครในที่นิยมกันมากที่สุด คือ อิเหนา

 

                ละครดึกดำบรรพ์

                ละครดึกดำบรรพ์ เป็นการแสดงละครแบบหนึ่งในประเภทละครรำเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5เนื่องมาจากในสมัยรัชกาลที่ 5  มีเจ้านายชาวต่างชาติเข้าเข้าเฝ้าอยู่หลายครั้ง จึงโปรดให้มีการละเล่นให้แขกบ้านแขกเมืองได้รับชม  โดยเจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน  กุญชร) ได้คิดการแสดงในรูปแบบคอนเสิร์ตโดยเนื้อเรื่องตัดตอนมาจากวรรณคดีไทย  โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์  ทรงเลือกเพลงและอำนวยการซ้อม  จึงถือว่าการแสดงในครั้งนั้นนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของละครดึกดำบรรพ์   ต่อมาภายหลังเจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ได้มีโอกาสชมละครโอเปร่า จึงเกิดความชอบใจและนำปรับปรุงให้เข้ากับละครดึกดำบรรพ์ของไทย  ละครดึกดำบรรพ์ที่นิยมเล่นได้แก่เรื่อง สังข์ทอง  คาวี ฯลฯ

                การแสดงละครดึกดำบรรพ์แสดงในโรงปิดขนาดเล็ก  ดนตรี ประกอบการแสดง   ใช้วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ดัดแปลงมาจากวงปี่พาทย์ไม้นวมเครื่องใหญ่  ประกอบด้วย  ระนาดเอกไม้นวม  ระนาดทุ้ม(ไม้)  ระนาดเหล็กทุ้ม   ฆ้องวงใหญ่  ฆ้องหุ่ย  ขลุ่ยเพียงออ  ขลุ่ยอู้  ซออู้  ตะโพน  กลองตะโพน  กลองแขก  และฉิ่ง

 

          ละครพันทาง

                ละครพันทาง หมายถึงละครแบบผสม  คือ  การนำเอาลีลาท่าทีของชนต่างชาติเข้ามาปรับปรุงกับท่ารำแบบไทย ๆ  การแสดงละครชนิดนี้แต่เดิมเป็นการริเริ่มของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง  เป็นผู้คิดค้นนำเอาเรื่องของพงศาวดารของชาติต่าง ๆ มาแต่งเป็นบทละครสำหรับแสดง

                พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์  ได้กำหนดชื่อนี้และทรงปรับปรุงให้มีฉากประกอบการแสดงเพื่อให้แลเห็นสมจริงสมเนื้อร้องซึ่งยังปรับปรุงลีลาท่ารำของชนชาติกับท่าทางอิริยาบถของสามัญชนเข้ามาผสมกัน  เพลงร้องประกอบการแสดงนั้นส่วนมากต้นเสียงกับลูกคู่เป็นผู้ร้อง  แต่ก็มีบ้างที่กำหนดให้ตัวละครเป็นผู้ร้อง  ปี่พาทย์ประกอบการแสดงใช้วงปี่พาทย์ไม้นวม  บทที่ใช้มักเป็นบทที่กล่าวถึงตัวละครที่มีเชื้อชาติต่าง ๆ  เช่น พม่า มอญ  จีน  ลาว  บทที่นิยมนำมาเล่นในปัจจุบันมีเรื่องพระลอและราชาธิราชตอนสมิงพระรามอาสา

                ลักษณะการแต่งตัวของละครพันทางจะแต่งตามเชื้อชาติ   และความเป็นจริงของตัวละครในบทนั้น ๆ

 

                ละครเสภา

                ละครเสภา คือละครที่มีลักษณะการแสดงคล้ายละครนอก  รวมทั้งเพลงร้องนำ  ทำนองดนตรี  และการแต่งกายของตัวละคร  แต่มีข้อบังคับอยู่อย่างหนึ่งคือต้องมีขับเสภาแทรกอยู่ด้วยจึงจะเป็นละครเสภา

                ก่อนที่จะเกิดละครเสภาขึ้นนั้น  เข้าใจว่าจะมีการขับเสภาเป็นเรื่องราวก่อน  เรื่องที่นาขับเสภาและนิยมกันอย่างแพร่หลายคือ  เรื่องขุนช้างขุนแผน  การขับเสภาตั้งแต่โบราณนั้นไม่มีเครื่องดนตรีชนิดใดประกอบ  นอกจากกรับที่ผู้ขับขยับประกอบแทรกในทำนองขับของตนเท่านั้น  ครั้นเวลาต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  ซึ่งทรงโปรดสดับการขับเสภาได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดวงปี่พาทย์เข้าประกอบเป็นอุปกรณ์ขับเสภา  โดยให้แทรกเพลงร้องส่งให้ปี่พาทย์รับและบรรเลงเพลงหน้าพาทย์เหมือนอย่างการแสดงละครนอก  ตอนใดดำเนินเรื่องก็ขับเสภา  ตอนใดเป็นถ้อยคำรำพันหรือข้อความอื่นที่ควรแก่การร้องส่งก็ร้อง  จะเป็นเพลงช้าปี่หรือโอ้ปี่อย่างละครนอกก็ได้  ตอนใดเป็นบทไปมาหรือรบกัน  ปี่พาทย์ก็บรรเลงเพลงเชิดประกอบ  ต่อมาได้วิวัฒนาการให้มีผู้แสดงออกมาแสดงตามบทเสภาและบทร้อง  ครั้งแรกก็อาจจะเป็นเพียงตอนใดตอนหนึ่ง  ครั้นต่อมาก็เลยปรับปรุงให้เป็นการแสดงทั้งหมด  และเรียกการแสดงนี้ว่า เสภา

                ละครเสภาที่นิยมเล่นกันมาก คือ ขุนช้างขุนแผน ตอนพลายเพชรพลายบัวออกศึก ,พระวัยแตกทัพ ,ขุนแผนเข้าห้องนางแก้วกิริยา เป็นต้น

กำเนิดนาฏศิลป์ไทย

กำเนิดนาฏศิลป์ไทย

                ประเทศไทยมีประเพณีแบบอย่างทางศิลปการแสดงมาช้านาน  ซึ่งได้ผ่านมาหลายศตวรรษและหลายชั่วอายุคน  การถ่ายทอดศิลปะนี้ได้ผ่านมาหลายทาง  จากที่เป็นคำพูด  จนถ่ายทอดมาเป็นเอกสารจากเรื่องราวต่างๆ จนมาเป็นกิจกรรมทางการศึกษาอย่างมีระบบ  แต่กระนั้นประเพณีทางศิลปะของการแสดงนี้ก็ได้ผ่านจากยุครุ่งเรืองและยุคเสื่อม

                นาฏศิลป์ไทยเป็นส่วนหนึ่งของการแสแห่งการกแสดงออกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ และยังเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากต่อชีวิตประจำวันและวิถีชีวิตของชาวไทย  ไม่ใช่เป็นความบันเทิงเพียงอย่างเดียว  แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับศาสนาและกลุ่มสังคมหลายกลุ่ม โดยแท้จริงแล้วนาฏศิลป์ไทยนั้นสามารถที่จะบรรยายลักษณะเฉพาะตัวและยังสามารถที่จะสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของสังคมไทยที่แตกต่างจากที่อื่น ๆ โดยเฉพาะ ดังนั้นเราสามารถสังเกตได้ว่านาฏศิลป์ของไทยจะสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะที่จะบ่งบอกให้เห็นถึงความเป็นไทย

                ประเทศไทยตั้งอยู่ทางตอนกลางของทวีปเอเชียอาคเนย์ โดยอยู่ในแนวเส้นทางการพาณิชย์  ประเทศไทยจึงมีวัฒนธรรมที่หลากหลายจากทางตะวันตก  และทางตะวันออก  วัฒนธรรมเหล่านี้ได้หลั่งไหลเข้าสู้ประเทศไทย  ซึ่งมีผลทำให้รูปแบบทางประเพณีและศิลปะมีความแตกต่างกันไป

                นาฏศิลป์ไทยนั้นสามารถจะสืบค้นหาถึงความเป็นมาได้ว่ามีมาตั้งแต่เริ่มต้นประวัติศาสตร์

ชาติไทย  สิ่งที่นำเสนอออกมาถ่ายทอดผ่านการแสดงนาฏศิลป์ไทยนั้น  ทำให้เราเห็นวัถตุในทางศิลป์ที่มนุษย์ได้สร้างสรรค์ขึ้นมา  ทั้งวรรณคดี ประติมากรรม  จิตรกรรม เป็นต้น   ในแต่ละยุคของประวัติศาสตร์ไทยได้เผยให้เห็นถึงสิ่งมาชีวิตที่มีอยู่ รวมถึงความเจริญของมรดกทางวัฒนธรรมไทย

 

ความหมายของนาฏศิลป์

                คำว่า นาฏศิลป์ เป็นคำสมาส  แยกได้เป็น  2  คำ  คือ  คำว่า นาฏ และ ศิลป์

                นาฏ   หมายถึง  การร่ายรำ และการเคลื่อนไหวไปมา  สันสกฤตใช้รูปศัพท์คำว่า นฤตย ภาษามคธ  ใช้คำว่า นจฺจ และ นฤตฺย  เป็นชื่ออย่างหนึ่งของการฟ้อนรำบวงสรวงพระผู้เป็นเทวาลัย  โดยเลือกเอาจังหวะและท่ารำที่เต็มไปด้วยท่าเคารพสักการะ  และเลือกแสดงตอนที่เป็นการกระทำนับเนื่องในชีวประวัติของพระผู้เป็นเจ้าด้วย  ส่วนคำว่า นิจฺจ มีคำอธิบายเพิ่มอีก  ได้แก่  การฟ้อนรำ  นับตั้งแต่การฟ้อนรำพื้นเมืองของชาวบ้าน  เช่น รำโทน  ตลอดจนไปถึงการฟ้อนที่เรียกว่า ระบำของนางรำ (ที่กล่าวถึงในกฎหมายเก่า)  ระบำเดี่ยว  ระบำคู่  ระบำชุด  หรือระบำของนางนัจจะ  ซึ่งมีอยู่ในอินเดียจนบัดนี้

                ศิลปะ ความหมายของศิลปะกล้างออกไปตามความคิด  และแต่ละแขนงสาขา  ซึ่งจะกำหนดแน่นอนไม่ได้  เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  ในสมัยแรก ๆ ศิลปะหมายถึงการช่างทั่ว ๆ ไป  ต้องใช้ฝีมือปฏิบัติโดยอาศัยมือ  ความคิด  และความชำนาญในการที่จะประกอบวัตถุนั้น ๆ ให้เกิดความงดงาม  ประณีต  ละเอียดอ่อน  ก่อให้เกิดความรู้สึกยินดีชื่นชมและเป็นที่ประทับใจแก่ผู้ที่ได้พบเห็น

                ศิลปะ   อาจหมายถึงการแสดงออกเพื่อสนองความต้องการทางอารมณ์  การลอกเลียนแบบ  การถ่ายทอดความหมายต่าง ๆ หรือเป็นสิ่งที่มนุษย์เกิดจินตนาการในอันที่จะแสดงคุณค่าแห่งความงอกงามออกมาในรูปแบบต่าง ๆ หรือได้พบเห็นจากธรรมชาติแล้วนำมาดัดแปลงประดิษฐ์ขึ้นให้มีความวิจิตรละเอียดอ่อนซาบซึ้ง

          ศิลปะ คือ สิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นโดยดัดแปลงจากธรรมชาติให้ประณีตสวยงาม

                ศิลปะนั้นย่อมเกิดขึ้นได้ทุกขณะ  ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งที่จะนำศิลปะอันสูงส่งปรากฏแก่มวลมนุษย์ คือ เป็นแรงบันดาลใจ  ศิลปะที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องให้ความเพลิดเพลิน  นิยมยินดี  ซาบซึ้งแก่ผู้ดูและผู้ชม  รวมทั้งความคิด  สติปัญญา  ความงามทางด้านสุนทรียภาพ 

                ศิลปะ เป็นคำภาษาสันสกฤต (ส.ศิลฺป  ป.สิปฺป  มีฝีมือยอดเยี่ยม)  ซึ่งหมายถึงการแสดงออกมาให้ปรากฏขึ้นอย่างงดงามน่าพึงชมก่อให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจ   ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า ARTS

                ศิลปะอาจแบ่งแยกออกตามความสำคัญได้ดังนี้

                1. วิจิตรศิลป์ หรือประณีตศิลป์ (FINE ARTS)  เป็นศิลปะแห่งความสุขที่มุ่งหมาย  เพื่อช่วยสนองความต้องการทางอารมณ์  จิตใจ  และสติปัญญา  ก่อให้เกิดความสะเทือนใจ  นับเป็นศิลปะที่บริสุทธิ์ที่สร้างสรรค์จากสติปัญญาจิตใจ  ร่วมกับความเจริญทางด้านสุนทรียภาพของศิลปินแต่ละคน  แสดงออกโดยใช้ฝีมือเป็นส่วนใหญ่  แบ่งออกเป็น  5   ประเภทคือ

                                1. วรรณกรรม (LITERATURE)

                                2. ดนตรีและนาฏศิลป์ (MUSIC AND DRAMA)

                                3. จิตรกรรม  (PAINTING)

                                4. ปฏิมากรรม หรือ  ประติมากรรม (SCULPTURE)

                                5. สถาปัตยกรรม (ARCHITECTURE)

                วิจิตรศิลป์ทั้ง 5 ประเภทนี้ก่อให้เกิดอารมณ์และพุทธิปัญญา  กล่าวคือ  มนุษย์อาศัยศิลปะเพื่อแสวงหาความดี  และความบันเทิงใจให้กับจิตใจคน  เห็นคุณค่าทางศาสนาและวรรณคดี  ความงามสง่าแห่งสถาปัตยกรรม  บังเกิดความพอใจและมีอารมณ์คล้อยตามไปกับความรู้สึกนึกคิดของเรื่องราวและการแสดงออกของศิลปิน

                2. ประยุกต์ศิลป์ (APPLIED ARTS)  เป็นศิลปะแห่งอัตถะประโยชน์  เพื่อสนองความต้องการทางอารมณ์  และด้านวัสดุที่ก้าวหน้า  โดยนำไปใช้ประโยชน์เกี่ยวกับหัตถกรรมและโภคภัณฑ์  เช่น เครื่องใช้ภายในบ้าน  การประดิษฐ์เครื่องแต่งกาย  อาหาร  ซึ่งศิลปะนี้อาจประดิษฐ์ขึ้นด้วยเครื่องมือ หรือเครื่องจักร

                3. มัณฑนศิลป์  (DECORATIVE  ARTS) เป็นศิลปะแห่งการตกแต่งประดับประดา เช่นการตกแต่งสวน   อาคาร  สถานที่ต่าง ๆ  ห้องรับแขก  โดยใช้ศิลปะในการตกแต่งในสถานที่หรืออาคารนั้น  มีความงามส่งเสริมทางด้านจิตใจและอารมณ์

                4. อุตสาหกรรมศิลป์ หรือ พาณิชย์ศิลป์ (INDUSTAIL  OR  COMMERCAIL   ARTS) เป็นศิลปะที่สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยส่วนใหญ่  ทำเป็นอุตสาหกรรมในครอบครัว  หรือในโรงงาน   อันเป็นผิตผลเพื่อการเงิน  เช่น  การปั้นรูปต่าง ๆ การผลิตเครื่องปั้นดินเผา  งานไม้ งานโลหะ  เป็นต้น  ส่วนด้านพาณิชย์ศิลป์นั้น  คือศิลปะเกี่ยวกับการค้า  ซึ่งต้องพยายามออกแบบให้เหมาะสมและถูกรสนิยมของประชาชน  ทำให้เกิดความต้องการซื้อ ได้แก่  ศิลปะการโฆษณา  การจัดตู้โชว์  ภาพโปสเตอร์

                5. ศิลปบริสุทธิ์ (PURE  ARTS)  เป็นศิลปะเพื่อตอบสนองอารมณ์ของศิลปินในการแสดงผลงานของตนออกมาในรูปแบบอิสระ  โดยไม่ได้มุ่งหวังให้ศิลปะที่ผลิตขึ้นมานั้น  มีผลงานทางการเงินเป็นสำคัญ นับเป็นศิลปะที่ผลิตขึ้นเพื่อศิลปะโดยแท้จริง

                6. PLASTIC  ARTS  เป็นศิลปะประเภทที่มีรูปทรง  คือ มีคุณค่าเชิงสามมิติ มีความกว้าง  สูง และความลึก  ศิลปะประเภทนี้ได้แก่  จิตรกรรม  ภาพพิมพ์  รวมทั้งปฏิมากรรม  และสถาปัตยกรรมด้วย

          ศิลปะที่กล่าวมานี้  ล้วนแต่เป็นศิลปะที่มีคุณค่าทางความงามในแต่ละสาขาตามแนวต่าง ๆ การให้ความคิด  การสร้างสรรค์แตกต่างกันไป  สรุปความได้ว่า  ศิลปะทุกประเภทมีจุดหมายเป็นจุดเดียวกันคือ  สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นที่นิยมยินดี  ขัดเกลาความคิดและจิตใจให้ผ่องใส  อันจะก่อให้เกิดความสุขแก่มวลมนุษย์โดยทั่วไป

               

                ฉะนั้น   คำว่า นาฏศิลป์ จึงประมวลความหมายได้ว่า  การฟ้อนรำที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นจากธรรมชาติด้วยความประณีตอันลึกซึ้ง  เพียบพร้อมไปด้วยความวิจิตรบรรจงอันละเอียดอ่อน  นอกจากหมายถึงการฟ้อนรำ  ระบำ รำ เต้น ฟ้อนแล้ว  ยังหมายถึงการร้องและการบรรเลงด้วย

 

 

 

 

ที่มาของนาฏศิลป์

 

          นาฏศิลป์หรือศิลปะการร่ายรำ สันนิษฐานว่า มีมูลเหตุที่เกิดสำคัญ 2 ประการ คือ

                1. เกิดจากธรรมชาติ  ศิลปะทุก ๆ อย่างย่อมมาจากธรรมชาติทั้งสิ้น  การฟ้อนรำก็เป็นศิลปะสาขาหนึ่งที่เรียกว่านาฏศิลป์  โดยดัดแปลงปรับปรุงมาจากธรรมชาติเช่นเดียวกับศิลปะสาขาอื่น ๆ  การฟ้อนรำเป็นการเคลื่อนไหวอวัยวะต่าง ๆ  ตั้งแต่ศีรษะลงมาถึงเท้า  มนุษย์เราทุกคนต้องมีอารมณ์  รัก  โกรธ  เศร้าโศก  บางขณะบางชั่วเวลาก็มีความบันเทิงเริงใจ  และมักจะแสดงกิริยาท่าทางเหล่านั้นออกมาให้ผู้อื่นเข้าใจความหมาย  กิริยาต่าง ๆ เหล่านี้ได้นำมาปรับปรุงให้เหมาะสมได้สัดส่วน  จนกลายเป็นท่าฟ้อนรำ  เช่น  การเต้นเป็นจังหวะ   ยกขา  ชูแขน  เอียงไหล่  หมุนตัว  ในระยะแรกอาจไม่งดงาม  แต่ต่อมาภายหลังได้ปรับปรุงและกำหนดสัดส่วนให้สวยงามขึ้นตามลำดับ

                2. เกิดจากการบวงสรวงบูชาเทพเจ้า   แต่โบราณมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาไม่มีสิ่งใดอันจะยึดเป็นที่พึ่งทางจิต  หรือเครื่องเคารพสักการะเหมือนปัจจุบัน   เทพเจ้าหรือพระผู้เป็นเจ้าเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตมนุษย์  ซึ่งเกิดจากการสมมติ  เมื่อมีการรวมพลังจิตมากเข้า  ก็ทำให้สิ่งสมมติมีความศักดิ์สิทธิ์ประสบความสำเร็จในที่ปรารถนา  เช่น  ญี่ปุ่นนับถือดวงอาทิตย์  เป็นการบูชาความสำคัญของดวงอาทิตย์ที่ให้ความเร้าร้อนและแสงสว่าง  อินเดียบูชารูปเคารพซึ่งแต่งตั้งเป็นเทพเจ้าต่าง ๆ   ไทยเชื่อภูต ผี เทพารักษ์  เจ้าป่า  เจ้าเขา  รูปเคารพต่าง ๆ ที่มนุษย์สมมติขึ้นต่างได้รับการบวงสรวงบูชาด้วยอาหาร  หรือสรรพสิ่งอันควร  จากนั้นมีการบวงสรวงด้วยการร่ายรำ  กระโดดโลดเต้นตามจังหวะ  เช่น พวกแอฟริกา  คนป่า  ชาวเขา  เป็นแบบแผนวัฒนธรรมของแต่ละชาติ  นับได้ว่าเป็นนาฏศิลป์พื้นฐาน  ประเทศอินเดียมีหลักฐานปรากฏว่ามีการร่ายรำอ้อนวอนบูชาเทพเจ้าในคัมภีร์หนึ่งในสี่ของคัมภีร์ไตรเวท  อันมี

                                1. ฤคเวท

                                2. ยุชรเวท

                                3. สามเวท

                                4. อาถรรพเวท

                ต่อมามีการขับร้องประกอบการร่ายรำ  เพื่อให้มีความงดงามทางเสียงประกอบการรำเรียกว่า นาฏยเวท  เมื่อศิลปะแห่งการรำรุ่งเรืองในประเทศอินเดีย  พราหมณ์ได้นำเอาตำรานาฏเวทมาสอนในประเทศไทย  ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเข้ามาในสมัยใด  และเปลี่ยนชื่อตำรานาฏศาสตร์ เชื่อกันว่า  พระภรตมุนีเป็นผู้รจนา ตำรานาฏยศาสตร์นี้  บางครั้งเรียกว่า ตำราภรตศาสตร์  มีตำนานแห่งการฟ้อนรำของอินเดีย  กล่าวว่า  พระศิวะทรงเป็นบรมครูแห่งการฟ้อนรำ  ดังมีตำนานที่ได้กล่าวไว้

ตำนานการฟ้อนรำของอินเดีย

               

                เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า  ประเทศต่าง ๆ ในภาคพื้นเอเชีย  เอเชียอาคเนย์  หลายประเทศรวมถึงประเทศไทย  ได้รับอารยธรรมมาจากประเทศอินเดียเป็นส่วนใหญ่  เมื่อไทยได้รับอารยธรรมจากอินเดีย  เป็นต้นว่า  ลัทธิ  ศาสนา  ขนบธรรมเนียมประเพณี  และศิลปะแขนงต่าง ๆ โดยมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว  ว่าเป็นอารยธรรมที่มีระเบียบแบบแผนที่ดีจึงได้นำมาดัดแปลงยึดถือเป็นแบบฉบับ  ตามความเห็นชอบของไทย  การฟ้อนรำหรือวิธีการด้านนาฏศิลป์  ก็เป็นอารยธรรมแขนงหนึ่งที่ไทยได้แบบแผนและแนวความคิดเดิมมาจากอินเดีย  บรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตของไทยหลายคนได้ยืนยันในเรื่องนี้ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร  ในการศึกษาเรื่องราวและประวัติความเป็นมาของนาฏศิลป์ไทยนั้น  ถือว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้เรื่องตำนานการฟ้อนรำของอินเดียด้วย

                ตำนานการฟ้อนรำของอินเดียตามที่ปรากฏใน โกยัลปุราณะ (โกยัลปราณะ  คือตำนานเกี่ยวกับความเป็นมาของเทวาลัยต่าง ๆ)  ในศาสนาฮินดู  ฉลับอินเดียใต้กล่าวว่า  ในกาลครั้งหนึ่งมีฤๅษีพวกหนึ่งตั้งอาศรมบำเพ็ญพรตอยู่กับภรรยาในป่าตาระคา  ต่อมาฤๅษีพวกนี้ประพฤติอนาจารฝ่าฝืนเทวบัญญัติ  ร้อนถึงพระศิวะต้องชวนพระนารายณ์ลงมาปราบ  พระศิวะทรงแปลงพระองค์เป็นโยคีหนุ่มรูปงาม  พระนารายณ์ทรงแปลงองค์เป็นภรรยาสาวสวย  ทั้งนี้เพื่อล่อให้พวกฤๅษีและภรรยาเกิดความหลงใหลในความงามเพราะอำนาจราคะจริต  จนเกิดการวิวาทแย่งชิงกันในบรรดาฤๅษีและภรรยาด้วยกันเอง  แต่พระศิวะและประนารายณ์แปลงกายไม่ปลงใจด้วย  เมื่อฤๅษีและภรรยาไม่ประสบความสำเร็จ  จึงทำให้ฤๅษีเหล่านั้นเกิดโทสะพากันสาปแช่งพระศิวะและประนารายณ์แปลงกายทั้งสอง  แต่พระศิวะและพระนารายณ์ไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด  พวกฤๅษีจึงเนรมิตเสือขึ้นตัวหนึ่งเพื่อฆ่าโยคีและภรรยาปลอมตัวให้ตาย   พระศิวะจึงต้องฆ่าเสือและนำหนังเสือมาทำเป็นเครื่องแต่งองค์  พวกฤๅษีจึงเนรมิตให้เกิดพญานาคขึ้นตัวหนึ่งเพื่อต้องการให้พ่นพิษใส่โยคีและภรรยาปลอมตัว  พระศิวะจึงจับพญานาคตัวนั้นมาพันพระวรกายทำเป็นสายสังวาลย์ประดับองค์   ต่อมาก็ทรงกระทำปาฏิหาริย์โดยการร่ายรำทำท่าไปมาแต่พวกฤๅษีก็ยังไม่สิ้นฤทธิ์  พวกฤๅษีจึงเนรมิตยักษ์ค่อมมีสีผิวดำสนิทขึ้นตนหนึ่งมีชื่อว่า มุยะละคะ  หรืออสูรมูลคนี   พระศิวะเห็นดังนั้นจึงใช้พระบาทขวาเหยียบยักษ์ตนนั้นแล้วทรงฟ้อนรำอยู่บนหลังยักษ์ตนนั้นต่อไปจนหมดกระบวนท่ารำ  เมื่อฤๅษีเห็นดังนั้นก็สิ้นทิฐิยอมรับผิด  ทูลขอชมาโทษและสัญญาว่าจะปฏิบัติตนอยู่ในเทวบัญญัติอย่างเคร่งครัดต่อไป

               

                  ต่อมาพญาอนันตนาคราชซึ่งเป็นบัลลังค์นาคของพระนารายณ์  ได้ฟังพระนารายณ์ทรงเล่าถึงการฟ้อนรำของพระศิวะในป่า ตาระคา  มีความประสงค์ที่จะได้ดูการฟ้อนรำของพระศิวะบ้าง  (บางตำราว่าการปราบฤๅษีในครั้งนั้น  พญาอนันตนาคราชได้ตามเสร็จไปด้วย)  พญาอนันตนาคราชจึงทูลพระนารายณ์ให้ทรงทูลพระศิวะ  ให้ทรงฟ้อนรำให้ด  พระนารายณ์จึงทรงแนะนำให้พญาอนันตนาคราชบำเพ็ญพรตบูชาพระศิวะเพื่อขอพรแล้วจะได้ทุก ๆ อย่างที่ต้องการ  พญาอนันตนาคราชก็ทรงทำตาม   และเมื่อได้เวลาทูลขอการฟ้อนรำ  พระศิวะก็ทรงรับคำว่าจะลงมาฟ้อนรำให้ดูในโลกมนุษย์  ณ ตำบลที่มีชื่อว่า จิทัมพรัม  ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางของโลก  ให้พญาอนันตนาคราชมาคอยดู  ครั้นถึงวันที่กำหนดพระศิวะก็เสด็จลงมายัง ติลไล  หรือตำบล จิทัมพรัม   (ในแคว้นมัทราษฏร์)  ทรงเนรมิต นฤตสภา (หรือเทวสภา) ขึ้นแล้วจึงฟ้อนรำตามที่เคยทรงประทานสัญญาแก่อนันตนาคราชอีกครั้งหนึ่ง  ครั้งนี้มีพระบัญชาให้ภรตมุนี ซีงอยู่ใน ณ ที่นั้นด้วย  บันทึกสร้างเป็นตำราการฟ้อนรำขึ้น

                ต่อมา พระพรหมได้มีเทวบัญชาแก่พระภรตฤๅษี  ให้สร้างโรงละคร  และจัดการแสดงละครขึ้น  พระภรตฤาษีรับเทวบัญชาแล้ว  ก็ขอให้พระวิศุกรรมเป็นผู้สร้างโรงละครได้   ทั้งโรงขนาดใหญ่  ขนาดกลางและขนาดเล็ก  ซึ่งมีทั้งโรงรูปสามเหลี่ยม  สี้เหลี่ยมจัตุรัส  และสี่เหลี่ยมผืนผ้า   แล้วพระภรตฤๅษีก็บัญญัติการแสดงขึ้น  โดยแต่งเป็นโศลกบรรยายท่ารำต่าง ๆ ของพระศิวะ 108 ท่าโดยให้รำเบิกโรงด้วยการรำตามโศลก  ซึ่งขับกล่อมเป็นทำนองจนจบเพลง  แล้วจึงจับเรื่องใหญ่  ตำราการแสดงละครของพระภรตฤๅษี มีชื่อว่า  นาฏยศาสตร์ หรือ

ภรตศาสตร์  

    จากตำนานที่กล่าวมานี้ จะเห็นว่าพระศิวะทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญการฟ้อนรำอย่างมากที่จะหาผู้ใดเทียบได้  ด้วยเหตุนี้ชาวอินเดียทั้งหลายจึงนับถือพระศิวะว่าทรงเป็นนาฏราช  คือพระราชาแห่งการฟ้อนรำ  ชาวอินเดียได้สร้างพระศิวะเป็นท่าฟ้อนรำโดยกำหนดให้เป็นท่าเหยียบยักษ์ค่อม  ตามตำนานที่ปรากฏในโกยัลปราณะ   นอกจากนี้ยังมีอีกท่ารำท่าหนึ่งเป็นท่าฟ้อนรำและยกพระบาทข้างซ้ายเหมือนกัน  แต่ไม่มีการเหยียบหลังยักษ์  ทั้งสองท่านี้เรียกชื่อเหมือนกันว่า เทวรูปปางนาฏราช

                ในประเทศอินเดียเมืองจิทัมพรัม  ห่างจากเมืองมัทราช (อินเดียใต้) ราว 150 ไมล์ มีเทวาลัยแห่งหนึ่งชื่อ จิทัมพรัม  แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า เทวาลัยศิวะนาฏราช  เป็นเทวาลัยที่สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 1800 ภายในมีช่องทางเดินเข้าสู่ตัวเทวาลัยชั้นใน  มีภาพแกะสลักด้วยหินเป็นรูปตัวระบำผู้หญิงแสดงท่ารำต่าง ๆ  108 ท่า  (ตามตำนานที่ว่าพระศิวะทรงฟ้อนรำ 108 ท่า ) ท่ารำต่าง ๆ นี้ตรงกับคำที่กล่าวไว้ในตำราที่มีชื่อว่า นาฏยศาสตร์  ท่าฟ้อนรำเหล่านี้เป็นท่ารำที่นาฏศิลป์อินเดียใช้เป็นแบบฉบับในการฟ้อนรำ  เพราะเชื่อว่าเป็นท่ารำที่พระศิวะทรงฟ้อนรำที่ตำบล  อันเป็นที่ตั้งของเทลาลัยนี้เอง  การฟ้อนรำตามภาพแกะสลัก  ท่ารำที่เทลาลัยศิวะนาฏราชเป็นที่นิยมแพร่หลายต่อมาทั่วประเทศอินเดีย  และโดยนัยนี้ก็ได้เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยด้วย   ท่านผู้ทรงวิทยาคุณทั้งหลายได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า  คงเข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยานี่เอง  เพราะใน          พ.ศ. 1800 ซึ่งเป็นเวลาที่สร้างเทวสถานที่เมืองจิทัมพรัมนั้นเป็นระยะเวลาที่ไทยเพิ่งตั้งกรุงสุโขทัยท่ารำ  ที่ไทยเราได้ดัดแปลงมาจากอินเดียในครั้งแรกนั้นก็ต้องเป็นความคิดของนักปราชญ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา  ต่อมานักปราชญ์ของไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ได้แก้ไขปรับปรุงหรือประดิษฐ์ขึ้นอีกชั้นหนึ่ง  ท่าฟ้อนรำของนาฏศิลป์ไทย  จึงดูห่างไกลกับท่ารำของอินเดียที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้

 

 

เทวรูปพระศิวะ ปาง นาฏราช  ศิลปะแบบอินเดียใต้

แสดงท่าเหยียบอสูรชื่อ มุยะละคะ


                ตำราฟ้อนรำ  ของไทยแต่เดิมแปลมาจากตำราของอินเดีย  ดังที่กล่าวไว้ในตำนานฟ้อนรำของอินเดีย  และบรมครูทางนาฏศิลป์ได้คิดประดิษฐ์ขึ้นใหม่ในชั้นหลังก็มีโดยพบจาก  คำกลอนของเก่าว่าด้วยตำรามีอยู่  3  บท

                1.   เป็นกลอนสุภาพ  แต่งบอกตำราท่ารำไว้แต่โบราณมีท่ารำ 66 ท่า (รำแม่บทใหญ่)

                2. บทละครเรื่องรามเกียรติ์  พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1  ตอนนารายณ์ปราบนนทุก         คัดแต่ท่าเฉพาะที่จะรำในบทนั้นไปเรียงไว้ในบทกลอน   1   บท  เรียกว่าแม่บทนางนารายณ์

                3.   เป็นคำไหว้ครูของละครชาตรี  โนราห์เมืองนครศรีธรรมราช

 

รูปแบบของนาฏศิลป์ไทย

                เมื่อมองย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 13  วัฒนธรรมไทยได้พัฒนาขึ้นมา  2  สาย  คือ

                1. วัฒนธรรมดั้งเดิมซึ่งถือปฏิบัติมาจากคนพื้นบ้าน ดังนั้นจังได้อิทธิพลอย่างมากจากอารยธรรมต่างประเทศโดยเฉพาะอารยธรรมของชาวอินเดีย  ที่ได้แผ่ขยายเข้ามาทั่วมหาสมุทรอินเดียจนถึงเอเชียอาคเนย์  และเชื่อกันว่าได้เข้าถึงประเทศไทยในสมัยอาณาจักรทวารวดี  และอาณาจักรเขมรโบราณ  อิทธิพลและศาสตร์ของชาวอินเดียได้แสดงรูปแบบของตัวเองโดยผ่านทางศาสนา (ศาสนาฮินดู และพุทธ)  ภาษา   จากโคลงที่กล่าวถึงความกล้าหาญ คือ  จักรและนารายณ์ศาสตรา  รวมทั้งเรื่องอื่นๆ อารยธรรมตะวันตกที่ได้แผ่ขยายเข้ามาในประเทศไทยโดยอาศัยช่องทางการค้าขายระหว่างประเทศในช่วงปลายอยุธยาเป็นต้นมา ซึ่งได้นำเอาวัฒนธรรมเข้ามาเผยแพร่ด้วย เช่น รูปแบบการเต้นบัลเล่ต์มาจากการแสดงของชาวยุโรป  การแสดงรองเง็งมากจากการแสดงของชาวสเปน รวมแล้วประเทศไทยได้รับวัฒนธรรมต่าง ๆ เข้ามาผสมผสานกลมกลืนจนมีรูปแบบใหม่ที่มีลักษณะโดดเด่นเพียงแบบเดียวในที่สุด

 

                2. วัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากคนพื้นเมือง  สามารถมองย้อนไปในสมัยสุโขทัย  ราว ๆ ปี  ค.ศ.1238 1378  อันเป็นสมัยที่สุโขทัยเป็นราชธานี  เวลานั้นประเทศไทยมีความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ  ทำให้ชาวบ้านเกิดการละเล่นในแต่ละท้องถิ่นที่ต่างกันตามภูมิประเทศ  การดำรงชีวิต  สภาพสังคมและวัฒนธรรมย่อย ดังเช่น

                -      นาฏศิลป์ภาคกลาง  เช่น  เต้นกำรำเคียว  เป็นการแสดงของชาวบ้านภาคกลางที่มาจาก

                       กิจกรรมการทำนำ  เกี่ยวข้าว  ในฤดูเก็บเกี่ยวซึ่งการปลูกข้าวก็เป็นอาชีพหลักของ

-      นาฏศิลป์ภาคเหนือ  เช่น ฟ้อนเล็บ   เป็นการแสดงที่บ่งบอกถึงความเป็นภาคเหนือด้วยเครื่องแต่งกาย  ลักษณะท่ารำ 

-      นาฏศิลป์ภาคอีสาน  เช่น  เซิ้งโปงลาง  เป็นการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์ของภาคอีสานโดยเฉพาะการนำเอาเครื่องดนตรีของทางภาคอีสานเป็นทำนองเพลง

-    นาฏศิลป์ภาคใต้  เช่น  มโนราห์  ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำภาคใต้ซึ่งคนใต้เป็นคนที่มักทำอะไรรวดเร็ว ดังนั้นการรำมโนราห์จึงเป็นการรำที่ดูรวดเร็วและแข็งแรง ไม่อ่อน-ช่อยเหลือการรำในภาคอื่น ๆ


                ภายหลังจากการกำเนิดนาฏศิลป์ไทยนั้นทำให้นาฏศิลป์ไทยวิวัฒนาการและเกิดการพัฒนาจนถูกจัดประเภทโดยแบ่งออกตามลักษณะการแสดงซึ่งประกอบไปด้วย

1.       โขน

2.       ละคร

3.       ระบำ  รำ  ฟ้อน

            และนาฏศิลป์ไทยสามารถจำแนกรูปแบบเป็นหลักไว้  2 แบบ คือ

1.       นาฏศิลป์อย่างมีแบบแผน (มาตรฐาน)

2.       นาฏศิลป์พื้นเมือง (ภาคเหนือ ภาคกลาง  ภาคอีสาน  ภาคใต้)